พระนางพญา


ในประเทศไทย พระเครื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด ด้วยคุณสมบัติทางพุทธศิลปะอันงดงาม กอปรกับพุทธคุณที่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เป็นเลิศปรากฏเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับการยอมรับยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เริ่มให้ความสนใจในพุทธศิลปะพระบูชาและพระเครื่อง

ถูกรวบรวมขึ้นเป็นชุดเบญจภาคี อันหมายถึง “สุดยอดพระเครื่อง 5 ประเภท” โดย เสธ. ประจญ กิตติประวัติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามปากกา “ตรียัมปวาย” นั้น ได้แก่ 1) พระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) 2) พระนางพญา วัดนางพญา จ.พิษณุโลก 3) พระรอด วัดมหาวัน จ.ลำพูน 4) พระกำแพงซุ้มกอ จ.กำแพง เพชร และ 5) พระผงสุพรรณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี

พระเครื่องแต่ละพิมพ์ก็จะมีประวัติวิธีการสร้างและเอกลักษณ์แม่พิมพ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป เริ่มด้วยเนื้อมวลสารในการสร้างองค์พระทั้ง 5 พิมพ์นี้ สามารถแยกเนื้อมวลสารออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเนื้อผง และประเภทเนื้อดิน ที่ผ่านการเผา

สำหรับ พระนางพญา อยู่ในประเภท “พระเนื้อดินเผา” เช่นเดียวกับ พระรอด พระกำแพงซุ้มกอ และพระผงสุพรรณ ซึ่งจะมีคุณลักษณะ ที่เหมือนกันประการหนึ่งคือ มวลสารหลักเป็น “ดินมงคล” อันเป็นดินบริสุทธิ์ที่ปราศจากการเหยียบย่ำ ตามคติโบราณจะนำดินจากสังเวชนียสถาน คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มาจัดสร้าง โดยส่วนใหญ่จะใช้ “ดินกลางใจเมือง” ซึ่งถือกันว่าเป็นดินบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ และ “ดิน” ในแต่ละแห่งนั้น ก็จะมีความแตกต่างกัน อันเป็นผลให้คุณสมบัติของพระเนื้อดินเผาแต่ละพิมพ์มีความแตกต่างกันด้วย

เมื่อได้ดินที่ต้องการแล้ว นำมาผสมกับมวลสารประกอบต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันไป อันได้แก่ เนื้อว่าน น้ำว่าน เกสรดอกไม้ ฯลฯ หมักและนวดให้ได้ที่ จากนั้นกดเนื้อดินกับแม่พิมพ์ ดินเผา นำมาผึ่งให้แห้งก่อนเข้าเตาเผา ซึ่งอาจใส่หม้อหรือไหดินเผาเพื่อไม่ให้องค์พระเปื้อนดินทรายที่รองพื้นอยู่ภายในเตา เพื่อเข้าสู่กระบวนการผ่านความร้อนกลายเป็น “พระเนื้อดินเผา”

การเผาในสมัยก่อน เนื่องจากความกว้างของพื้นที่ภายในเตา ประกอบกับการสุมฟืนแบบโบราณ ทำให้องค์พระได้รับความร้อนไม่เท่ากัน ลักษณะสีสันขององค์พระจึงแตกต่างกันไป ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีมอย สีพิกุลแห้ง สีดำ และสีเขียว อันเป็นจุดหนึ่งของการพิจารณา อาทิ องค์พระสีดำ จะมีขนาดใหญ่กว่าสีอื่น เนื่องจากได้รับความร้อนน้อยจึงไม่เกิดการหดตัวของเนื้อดินเท่ากับสีอื่น องค์พระสีเขียว เป็นพระได้ รับความร้อนมากกว่าสีอื่น จึงมีลักษณะเล็กและแกร่ง ที่คนโบราณเรียกว่า “ดินตรัสรู้” หรือ “แก่ไฟ” นั่นเอง

จุดสังเกตพระเนื้อดินที่ผ่านการเผานั้น ถ้าใช้กล้องส่องดูจะเห็น “Plastic Cover” อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากดินได้รับความร้อนสูง แร่ธาตุภายในจึงละลายออกมาสู่ผิวขององค์พระ แปรสภาพของพื้นผิวชั้นนอกเป็นแผ่นบางๆ ปกคลุมคล้ายถูกเคลือบเป็นมันไว้บางๆ ต่อมาเมื่อผ่านการบรรจุกรุ ฝังดิน หรือถูกแช่น้ำ เป็นระยะเวลานานหลายร้อยปี จะเกิดการย่อยสลายของผิวชั้นนอก เมื่อเอากล้องส่องดูจะพบความนุ่มนวลอยู่ตลอดองค์พระ ที่เรียกว่า “ผิวหนึกนุ่มและแห้งด้าน” พื้นผิวจะปราศจากความมันซึ่งเกิดจากการเผา แต่ถ้าองค์พระถูกนำมาใช้ ผ่านการสัมผัสหรือเสียดสีจะเกิดเป็นความมันในอีกลักษณะหนึ่ง และพระที่บรรจุกรุมักจะเกิดการทับถมของผิวชั้นนอกจากฝุ่นละอองภายในกรุ เมื่อถูกสัมผัสหรือเสียดสีก็จะเกิดความมันเช่นกันแต่คนละแบบกัน

“พระนางพญา” ดินที่ใช้จะเป็นดินในบริเวณจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีส่วนผสมของกรวดทราย เราจะสังเกตเห็นเม็ดทรายละเอียดปะปนอยู่ ซึ่งบางคนเข้าใจว่าเป็นแร่ธาตุ แต่ความจริงก็คือเม็ดกรวดทรายนั่นเอง และเมื่อผ่านการเผาก็จะปรากฏ “เม็ดผด” ซึ่งเกิดจากจากปฏิกิริยาของกรวดทรายที่ถูกความร้อน โดยเฉพาะกรุพระที่อยู่ในพระเจดีย์ที่บรรจุเป็นกรุที่เปียกชื้นเรียกว่าเกือบจะแช่ในน้ำ ที่เรียกว่า “กรุน้ำ” นั้น ผิวองค์พระก็จะถูกน้ำกัดกร่อน มีเม็ดกรวดทรายลอยเป็นเม็ดผดเห็นได้ชัด อันกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณาครับผม

ที่มาข้อมูล :  ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: